วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

5 โรคร้าย

1.ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงคืออะไร

ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ หัวใจหดตัวเป็นจังหวะเพื่อให้โลหิตที่อยู่ในหัวใจและหลอดโลหิตไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย แรงดันที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจหดตัว จะเป็นแรงดันอีกอันหนึ่ง เป็นค่าสูง และเมื่อหัวใจคลายตัว จะได้แรงดันอีกอันหนึ่ง เป็นค่าต่ำ เช่น 120/80 มิลลิเมตรปรอท เป็นต้น ในบางคนความดันโลหิตสูงกว่าปกติ เราเรียกว่า”ความดันโลหิตสูง” ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นภาวะเสี่ยงหรือโรคเสี่ยงที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจล้มเหลวและยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะไตล้มเหลวในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ปัจจุบันมีผู้สงสัยว่าเป็นภาระความดันโลหิตสูง พบในชุมชนประมาณหกล้านสี่แสนคนและเกินครึ่งจะไม่รู้ว่าตนเป็นโรค เนื่องจากไม่มีอาการแสดงให้ทราบ

ความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นได้
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่การเกิดความดันโลหิตสูง พบใน

1. คนอ้วน เป็นที่พิสูจน์แล้วว่า ความอ้วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
2. รับประทานอาหารรสเค็มจัด
3. ไม่ออกกำลังกาย พบมากในผู้ทำงานนั่งโต๊ะ
4. ความเครียดและวิตกกังวล

การป้องกันโลกความดันโลหิต

ความดันโลหิตสูง มักจะพบในผู้ที่มีประวัติครอบครัวพ่อแม่พี่น้อง เป็นโรคนี้การป้องกันที่เราสามารถปฏิบัติได้ ดังนี้
1. ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วน
2.งดอาหารเค็มจัด
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. พักผ่อนร่างกายและจิตใจ คลายเครียด นั่งสมาธิ
5. บางคนอาจจำเป็นต้องใช้ยาลดความดันโลหิต ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง อาจไม่มีอาการแน่นอนหรือเด่นชัดอะไรออกมา ในรายที่มีอาการที่พบมากคือ ปวดศรีษะ มึนงง นอนไม่หลับ เวียนศรีษะ เหนื่อยหอบ เวลาออกกำลังกาย ปวดแน่นหน้าอก

อันตรายจากความดันโลหิตสูง..ถ้าไม่รักษา
หลอดเลือด 

-ทำให้หลอดเลือดตีบและแข็งตัว
-การไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ ไม่เพียงพอ

หัวใจ
-หัวใจทำงานมากจะโตขึ้นจนกระทั่งหัวใจวาย
-เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจจะตีบตัน

สมอง
-เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกเกิดการบวมของสมอง ทำให้เป็นอัมพาตหรือตายได้


ไต
-หลอดเลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ทำให้ไตทำหน้าที่เสื่อม ขับสารพิษออกจากร่างกายไม่ได้

2.มะเร็งปากมดลูก
-เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทยและพบมากในช่วงอายุ 35-50 ปี
-มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้ แพทย์สามารถตรวจหา”ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก”ได้ตั้งแต่ ยัง       ไม่มีอาการ
-วิธีการที่ใช้ตรวจหา ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก เรียกว่าการตรวจ “แป็ปสเมียร์” (Pap Smear)
-Pap Smear คือ การเก็บเอาเซลล์เยื่อบุบริเวณปากมดลูกไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง

ทำไมต้องตรวจมะเร็งปากมดลูก (แป็ปสเมียร์)
แป็ปสเมียร์ ( Pap Smear) สามารถที่จะตรวจพบสิ่งผิดปกติบนปากมดลูกได้ ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังม่ใช่มะเร็งแต่อาจจะกลายเป็นมะเร็งได้ หากไม่ได้รับการรักษา ถ้าเราตรวจแป็ปสเมียร์ ( Pap Smear) อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกในระยะลุกลามได้

จะตรวจมะเร็งปากมดลูกได้ที่ไหน
โรงพยาบาลลพบุรีและศูนย์สุขภาพชุมชนเครือข่ายทุกแห่ง

สตรีที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก
-มีเพศสัมพันธ์ตั่งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี )
-มีคู่ร่วมเพศสัมพันธ์หลายคน
-มีการอักเสบของปากมดลูกเนื่องจากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus
-สตรีที่สูบบุหรี่มีกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก มากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่

อาการ
-ระยะแรก จะไม่ปรากฏอาการใดๆ แต่ตรวจพบได้จากการทำ Pap Smear
-ระยะลุกลาม จะมีอาการตกขาวมีกลิ่น มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือตกขาวลักษณะน้ำคาวปลา ถ้าเป็น
 มากอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายปัสสาวะลำบาก หรือมีอาการผิดปกติของขับถ่ายอุจจาระได้ 

การป้องกัน
-มีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันสมควร คือ หลังอายุ 20 ปี
-หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่แน่ใจควรใช้ถุงยางอนามัย
-เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติหรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรไปพบแพทย์
-สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจ Pap Smear เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้ง

***ควรตรวจมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุ 35 ปี ขึ้นไป


3.โรคไข้เลือดออก

อาการที่พบบ่อย
ตัวร้อน หน้าแดง ปวดเมื่อยตามตัว บางรายอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน

ข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ให้ผู้ป่วยพักผ่อน ในที่ ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ โดยใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดพอหมาด ลูบเบา ๆ บริเวณหน้า ลำตัว แขน และขา แล้วพักไว้บริเวณหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ แผ่นอก แผ่นหลังและขาหนีบ สลับกันไปมา ทำติดต่อกันอย่างน้อยนาน 15 นาที แล้วให้ผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าที่หนามาก หรือห่มผ้าบาง ๆ นอนพักผ่อนระวังการเช็ดตัว ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่นให้หยุดเช็ดแล้วให้ผู้ป่วยห่มผ้า พอหายหนาวแล้วค่อยเช็ดต่อ
ให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล เวลามีไข้สูงปวดศรีษะหรือปวดเมื่อยตามตัวมาก โดยให้ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ห้ามรับประทานยาลดไข้ชนิดอื่น โดยเฉพาะยาแอสไพริน ยาซองลดไข้ทุกชนิด หรือยาพวกไอบรูโพรเฟน เพราะอาจจะทำให้เลือดออกมากผิดปกติหรือตับวายได้
ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามและไม่รับประทานยาอื่นที่ไม่จำเป็น

***หมายเหตุ ในระยะไข้สูงของโรคไข้เลือดออก การให้ยาลดไข้ จะช่วยให้ไข้ลงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมด ฤทธิ์ยาแล้วไข้ก็จะสูงขึ้นอีก อาการไข้ไม่สามารถลดลงถึงระดับปกติได้ การเช็ดตัวลดไข้จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น
ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ ใส่เกลือเล็กน้อย ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนไม่สามารถดื่มได้ ให้จิบครั้งละน้อย ๆ บ่อย ๆ ไม่ควรซื้อน้ำเปล่าแต่อย่างเดียว อาหาร ควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น นม ไอศกรีม ข้าวต้ม เป็นต้น ควรงดเว้นอาหาร หรือเครื่องดื่ม ที่มีสีแดง ดำ หรือสีน้ำตาล
มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเลือดติดตามการดำเนินโรค

อาการอันตราย ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
-ผู้ป่วยซึม หรืออ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
-คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา
-ปวดท้องมาก
-มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเป็นสีดำ
-กระสับกระส่าย หงุดหงิด
-พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ
-กระหายน้ำตลอดเวลา
-ร้องกวนตลอดเวลาในเด็กเล็ก
-ตัวเย็นชื้น สีผิวคล้ำลงหรือตัวลาย ๆ
-ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะเป็นเวลานาน

การป้องกันโรคไข้เลือดออก
-ป้องกันไม่ให้ยุงกัด
-การนอน ควรนอนในมุ้งหรืในห้องติดมุ่งลวดที่ปลอดยุงลาย
-การเล่น ไม่ควรเล่นในมุมมืดหรือในบริเวณที่ไม่มีลมพัดผ่าน
-ห้องเรียนหรือห้องทำงาน ควรมีแสงสว่างส่องได้ทั่งถึงมีลมพัดผ่านได้สะดวกและไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุง      เช่น แจกันดอกไม้ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน พลูด่างควรปลูกในดิน
-กำจัดยุง ด้วยการพ่นสารเคมีในบริเวณมุมอับภายในบ้าน ตู้เสื้อผ้า และบริเวณรอบๆ บ้าน ทุกสัปดาห์
-กำจัดลูกน้ำ ภาชนะใส่น้ำภายในบ้านปิดฝาให้มิดชิดถ้าไม่สามารถปิดได้ให้ใส่ทรายอะเบทหรือใส่ปลาหางนกยุง จานรองขาตู้กับข้าว ใส่เกลือ น้ำส้มสายชู ผงซักฟอกหรือน้ำต้มเดือด ๆ สัปดาห์ละครั้ง จานรองกระถางต้นไม้ ใส่ทรายลงไปเพื่อดูดซับน้ำส่วนเกิน
-วัสดุที่เหลือใช้รอบ ๆ บ้าน เช่น กระป๋อง กะลา ยางรถยนต์เก่า เป็นต้น ให้เผาหรือทำลายเสีย

4.โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคืออะไร
โรคเบาหวาน คือ โรคที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าคนปกติ ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นนี้เนื่องจากตับอ่อนส่วนเบต้าเซลล์มีความผิดปกติ ไม่สามารถผลิตหรือหลั่งฮอโมนอินซูลินออกมาให้พอเพียง

สาเหตุใดจึงเป็นโรคเบาหวาน

1. กรรมพันธุ์ ลูกหลานของผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้
2. ความอ้วน พบว่า 60-80% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นคนอ้วน
3. อายุมากขึ้น โรคเบาหวานมักเป็นกับคนที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป
4. ความเครียด ทำให้โรคเบาหวานแสดงออก
5. เชื้อไวรัส ทำลายเซลล์ของตับอ่อนที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน
6. ยาบางชนิด เช่น ยาพวกสเตียรอยด์ เพร็คนิโซโลน ถ้าใช้นานๆ อาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน
7. การตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลายๆ ครั้ง มีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ง่าย
8. พิษสุราเรื้อรัง ผู้ที่ดื่มสุราจัดและดื่มเป็นประจำ ทำให้ตับอ่อนเสื่อมสรรถภาพได้

อาการของโรคเบาหวาน
* ปัสสาวะบ่อยมาก
* กระหายน้ำและหิวบ่อย
* กินจุแต่ผอมลง
* อ่อนเพลีย ซึม
* เป็นแผลหรือฝีง่าน แต่รักษายาก
* คันตามผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณอวัยวะเพศ
* ปวดเจ็บตามกล้ามเนื้อ ชาตามปลายมือปลายเท้า
* หมดความรู้สึกทางเพศ
* ตามัว พร่า ต้องเปลี่ยนแว่นตาบ่อย ๆ
* คลอดบุตรที่มีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม

อันตรายของโรคเบาหวาน

1. ระยะเฉียบพลัน อาจเสียชีวิตทันที เพราะภาวะกรดคั่ง
2. ระยะโรคแทรกซ้อน เป็นสาเหตุที่ให้ทุพพลภาพและเสียชีวิตได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมานาน เนื่องจากโรคเบาหวานทำให้เกิดความพิการต่อผิวหนังเหงือกและฟัน การตั้งครรภ์ระบบประสาท ระบบหัวใจ หลอดเลือดและไต ความต้านทานโรคลดลงหรือเสียไป อันรายจากโรคเบาหวานพอสรุปดังนี้
- มีโอกาสทีที่นัยน์ตาจะบอดได้ถึง 25 เท่าของคนปกติ
- มีโอกาสเกิดโรคไตได้ถึง 17 เท่าของคนปกติ มีโอกาสเกิดโรคเท้าเน่าดำ ต้องตัดขาทิ้งถึง 5 เท่าของคนปกติ
- มีโอกาสเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จนกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ถึง 2 เท่าของคนปกติ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคใหม่ ๆ และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติหรือไกลเคียงปกติ จะช่วยยับยั้งหรือลดความรุนแรงของอันตรายจากโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ให้ลดน้อยลงได้สำหรับผู้ที่อยู่ในข่ายสงสัยว่าเป็น ควรปรึกษาแพทย์และตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ปีละครั้งหรือทุก 6 เดือน

การรักษาและปฏิบัติตนของผู้เป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ผู้เป็นต้องดูแลรักษาตนเองเป็นหลัก ซึ่งถ้าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ชีวิตก็เป็นสุขสมบูรณ์เหมือนคนปกติทั่วไปโดยอาศัยหลักปฏิบัติที่สำคัญ คือ
1. อาหาร หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและไขมัน งดจำพวกน้ำตาล น้ำหวานและการรับประทานมากเกินไป
2. การออกกำลังกาย ความกระทำสม่ำเสมอและพอเหมาะกับร่างกาย
3. ยา รับประทานยาหรือฉีดยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด
4. ระดับน้ำตาลในเลือด หมั่นตรวจเลือดอยู่เสมอ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดจะสัมพันธ์กับอาหาร การออกกำลังกายและยาที่ใช้ควบคุม
5. เรียนรู้เรื่องโรคเบาหวานและหมั่นตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตา เพราะมักอาจเสื่อมลงเร็วหรืออาจบอด ถ้าไม่ระวังรักษาให้ดี
6. รักษาเท้าให้สะอาด อย่าสวมรองเท้าที่คับ ถ้ามีแผลที่เท้าต้องรีบทำการรักษาทันที
7. ควรมีบัตรหรือสัญลักษณ์ แสดงว่าเป็นโรคเบาหวานติดตังเป็นประจำ เพราะเกิดเหตุฉุกเฉินหมดสติ ผู้พบเห็นจะได้ทำการช่วยเหลือหรือนำส่งแพทย์ เพื่อรับการรักษาได้โดยถูกต้องและรวดเร็ว และควรพกน้ำตาลก้อน ท๊อฟฟี่หรือลูกกวาดติดตัวไว้ เพื่อหยิบรับประทานได้ทันที แก้ปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งมีอาการใจสั่น มึนงง วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม เหงื่อออกมากหน้ามืด


5.โรคอุจจาระร่วง

โรคอุจจาระร่วง หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่าวันล่ะ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรืออาจปนเลือดอย่างน้อย 1 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน หรืออาจถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมาก ๆ แม้เพียงครั้งเดียวต่อวัน ในทารกที่กินนมแม่ ปกติถ่ายอุจจาระเป็นเนื้อเหลวบ่อยครั้งได้ ไม่ถือเป็นอาการท้องเดิน แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เป็น ก็ถือว่าผิดปกติ

สาเหตุ เกิดจากกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปโดยวิธีต่อไปนี้

กินอาหารที่เก็บค้างคืน บูดเสียหรือมีแมลงวันตอม
วิธีการผสมนมที่ไม่สะอาด ภาชนะที่ใช้ในการชงนม เช่น ขวดนม จุกนม ไม่สะอาด
ดื่มน้ำจากบ่อ คลอง ที่ไม่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อหรือน้ำที่มีสารพิษ เชื้อโรคปะปนอยู่
ผัก ผลไม้ ไม่ล้างก่อนกิน
เด็กที่ชอบหยิบของเล่นจากพื้นเข้าปาก ดูดนิ้วหรืออมนิ้วมือ ไม่ล้างมือก่อนกินอาหารและใช้มือหยิบจับอาหารโดยตรงป้อนเด็ก

อาการ
-ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ถ่ายเป็นมูกปนเลือด
-มีอาการปวดท้อง มีไข้ ซึม อ่อนเพลียหรือขึ้นไส้อาเจียน
-มีอาการขาดน้ำ คือ ปากแห้งรู้สึกกระหายน้ำ กระสับกระส่าย ตาลึกโหล ชีพจรเต้นเบา – เร็ว
-อาการขั้นรุนแรงอาจช๊อค หมดสติและอาจถึงตายได้ เพราะร่างกายขาดน้ำมาก

การรักษา
ควรงดอาการแข็ง อาหารรสจัด อาหารมีกาก (ผัก ผลไม้) ให้กินอาหารอ่อนหรืออาหารเหลว
ให้รับประทานผลน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส หรือ ORS) แต่ถ้าไม่มีผลน้ำตาลเกลือแร่ สามารถทำเองได้ โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ เกลือป่นครึ่งช้อนชา ใส่ในขวดสะอาด เติมน้ำต้มสุกห้ได้ประมาณ 1 ขวด เขย่าให้เข้ากัน ดื่มได้ภายใน 1 วัน (24 ชั่วโมง)
ถ้าอาการไม่ดีขึ้น กินไม่ได้ มีอาการขาดน้ำรุนแรง ให้รีบมาโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำและรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ต่อไป
ทำอย่างไม่ให้ท้องเดิน
ทำอย่างไม่ให้ท้องเดิน

ทำอย่างไม่ให้ท้องเดิน
-กินอาหารสุขสะอาดที่ไม่มีแมลงวันตอมและดื่มน้ำสะอาด
-ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้งและหลังเข้าสวม
-ถ่ายอุจจาระลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
-ทิ้งขยะมูลฝอยในถังที่มีฝาปิดมิดชิด ป้องกันแมลงวันตอม
-เด็กทารกควรเลี้ยงด้วยนมแม่ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก่อนดูดนมแม่ควรทำความสะอาดหัวนม
-ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมผสม ควรต้มขวดนม จุกนม ฝาครอบจุกในน้ำเดือด เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนและชงนมให้  ถูกสัดส่วน
-เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค และให้อาหารเสริมตามวัย



ที่มา   http://www.baanjomyut.com/library_2/fifth_disease/01.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น